Mizu 水 by Sankyodai เป็นร้านอาหารที่ญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงจากคอร์ส Omakase แต่ก็มีแบบ A La Carte เสิร์ฟด้วยนะ จุดเด่นของที่นี่การปรุงจะเป็นสไตล์เอโดะแบบดั้งเดิม โดยเชฟที่มีประสบการณ์ในการทำอาหารญี่ปุ่นมานานกว่า 1,000 ปี (หยอกๆ)

ครั้งนี้ผมมาทานแบบ Omakase คอร์ส Kisetsu ราคา 5,500 บาท (ดูคอร์สทั้งหมดได้ที่ : www.sushimizubkk.com) ซึ่งการมาทานแต่ละครั้งเราจะได้ทานเมนูไม่เหมือนกัน ซึ่งก็จะขึ้นอยู่กับฤดูกาล และวัตถุดิบเจ๋งๆ ที่เชฟเค้าหามาได้ในช่วงนั้น ทำให้เรายังมีความตื่นเต้นได้เสมอถึงแม้จะมาทานซ้ำหลายครั้ง

ร้าน Mizu 水 by Sankyodai อยู่ในตึกชาญอิสสระ ทาวเวอร์ ถนนพระราม 4 ชั้น G สามารถเดินจาก BTS ศาลาแดง หรือ MRT สีลมมาได้ แน่นอนว่าต้องโทรมาจองล่วงหน้าก่อนนะ

 

ภายในร้านไม่ได้ใหญ่มาก มีบาร์นั่งสำหรับ Omakase อยู่ประมาณ 8 ที่ และมีโต๊ะสำหรับนั่ง 4 คน ประมาณ 4-5 โต๊ะ ผมไม่ได้ถ่ายบรรยากาศด้านในมาเพราะมีลูกค้านั่งอยู่ตลอด

 

การทานแบบ Omakase เราจะต้องนั่งตรงบาร์เพื่อที่จะได้พูดคุยพร้อมกับดูลีลาการปรุงของเชฟด้วยครับ เรียกว่าเป็นความเพลิดเพลินอีกอย่างหนึ่งนอกจากความอร่อย

 

ชาเขียวหอมๆ ครับ เค้าจะมีให้เลือกระหว่างชาเขียวเย็น และชาเขียวร้อน

 

แอบดูเชฟเค้ากำลังฝนวาซาบิสดอยู่ครับ วาซาบิแท้ๆ จะไม่ได้เผ็ดขึ้นจมูกแรงเวอร์ แต่จะกำลังดี เน้นกลิ่นหอม และรสชาติเบาๆ

 

เหลือบไปเห็นมีดของเชฟ ดูขลังดี เลยแอบ snap ภาพมาสักหน่อย

Sazae Tsubuyaki

หรือบ้านเราจะเรียกว่าหอยสังข์มะระ ทำให้สุกด้วยวิธีย่างและต้ม คือน้ำไปปย่างทั้งเปลือก น้ำสต๊อกที่อยู่ด้านในจะร้อนและทำให้สุก มีทั้งเนื้อและเครื่องในของหอย พร้อมทั้งแปะก๊วย เห็ด

ที่เห็นสีดำๆ ในภาพคือตับของหอยครับ มีรสติดขมนิดๆ แบบตับ กลิ่นหอมดี น้ำสต๊อกที่อยู่ด้านในหอมดีครับ มีรสเค็มนิดๆ และออกหวานหน่อยๆ

Kuroboshi

ข้าวโพดหวานทอดแบบเทมปุระ แป้งข้างนอกจะบางๆ กรอบๆ ทานคู่กับเกลือป่น กัดเข้าไปจะมีความหวานของข้าวโพด เพลินดี อันนี้ก็เป็นเมนูตามฤดูของร้านครับ

 

ถัดมาจะเริ่มเข้าสู่เมนูซาซิมิล่ะครับ จะมีจานแบบนี้มาวางไว้ตรงหน้าเรา เครื่องเคียงบนจานทานได้หมดนะครับ สาหร่ายพวงองุ่นอร่อยดี กรึบๆ

 

ระหว่างรอก็แอบมองเชฟกำลังแล่ปลาอย่างตั้งอกตั้งใจ

Kinmedai

ซาซิมิเมนูแรกของเราเป็น Kinmedai ปลากะพงแดงตาโต ทานกับวาซาบิและโชยุ โดยตัวเนื้อปลาเองจะไม่ได้มีรสชาติมาก เทกเจอร์จะออกนุ่มลื่นเด้ง มีไขมันพอชุ่มฉ่ำ หอมกลิ่นเปลือกมะนาวที่เชฟเค้าจะฝนลงบนเนื้อปลาเล็กน้อย

Asadori Saba

ปลาซาบะแบบซาซิมิที่นานๆ จะได้รับประทานสักที เนื้อนุ่มเด้ง มีกลิ่นหอมแบบซาบะชัดเจน รสชาติจะเข้มมาก ปลาสดมาก เชฟเค้าบอกว่าซาบะร้านเค้าได้มาจากชาวประมงที่โยโกฮาม่า จับขึ้นมาตอนเช้ามืด ไม่ผ่านเข้าตลาดปลา ขึ้นเครื่องส่งมาที่ร้านเลย

 

ต่อไปจะเข้าสู่เมนูซูชิ เราจะได้รับผ้าเช็ดนิ้ว 1 ea เพราะพวกซูชินี่ใช้มือหยิบรับประทานได้เลย แล้วก็เช็ดๆ เอา

 

ซึ่งก่อนที่เราจะได้รับประทานซูชินั้น เชฟจะให้เราล้างปากด้วยด้วยสาหร่ายกรอบ ด้านในจะมีสาหร่ายพวงองุ่น หัวไชเท้าฝอย ปรุงรสด้วยซอสบ๊วยดอง และโชยุ

 

ขิงดองครับ รสชาติอร่อยดี ไม่เผ็ดมาก

Umasura hagi

เจ้านี่จะคล้ายกับปลาหน้าวัว ด้านบนเป็นตับของเจ้าตัวนี้แหละ เนื้อออกจะนุ่มและเด้ง มีกลิ่นเฉพาะตัว ข้าวที่ใช้ทำซูชิจะเป็นข้าวพันธุ์ Koshihikari จากนาริตะ จะออกแข็งหน่อย ปรุงน้ำส้มรสจัดกำลังดี อร่อยดี คำนี้ผมชอบเลยนะ

 

แอบมองเธออยู่นะจ๊ะ…

Shin Ika

เป็นหมึกกระดองตัวเล็ก (พอโตแล้วจะ Evolution แล้วจะกลายเป็นชื่ออื่น) จะหาทานได้ในช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง โดยคำนี้เค้าจะใช้ปลาหมึกสองตัวประกบกัน รสสัมผัสจะนุ่ม มีความกรอบเด้งเพียงเล็กน้อยมาก และไม่เหนียว คือนุ่มไปเลยอ่ะ อร่อยดี

Shima Aji

เทกเจอร์ของเนื้อปลาจะออกนุ่มและเด้ง รสของเนื้อปลาจะออกเข้ม เข้ากันกับรสชาติของโชยุมาก คำนี้ผมชอบมาก อร่อย

เข้าสู่ด้านของปลาเนื้อแดงรสจัดล่ะครับ ก่อนหน้านี้เค้าจะเสิร์ฟหัวไชเท้าดองเพื่อเสริมกับของดองช่วยตัดรส โดยปลาเนื้อแดงเค้าจะใช้ข้าวที่หมักด้วยน้ำส้มสายชูอีกแบบหนึ่ง เป็นน้ำส้มสีแดงเป็นวิธีแบบดั้งเดิม ซึ่งรสชาติจะค่อนข้างจัดกว่า

Chutoro Akasu

ชูโทโร่ครับ เป็นส่วนที่มีมันแทรกกำลังดีนำไปหมักกับโชยุเพื่อให้มีรสชาติและกลิ่นหอม ปลาเนื้อนุ่ม หนึบ หอมกลิ่นของเนื้อปลาและซอส คำนี้ผมชอบมากครับ

Otoro

โอโทโร่ ส่วนเนื้อที่มีมันเยอะที่สุดของปลาทูน่า และราคาแพงที่สุด เนื้อนุ่ม ชุ่มมัน ละลายในปาก รสปลาจะออกเข้ม คุณภาพดีเลยครับ ฟินน แต่เอาจริงๆ แล้วส่วนตัวผมชอบ Chutoro มากกว่าแหะ ไขมันกำลังพอดี อันนี้ก็แล้วแต่ชอบ

ร้านนี้จะนำเนื้อปลาทูน่าไปผ่านการบ่ม 5 วัน เพื่อเนื้อจะได้นุ่ม และรสเปรี้ยวจะหายไป ปกติปลาทูน่าเค้าจะไม่เสิร์ฟสดอยู่แล้วล่ะครับ มันจะเปรี้ยว

Uni

อีกหนึ่งเมนูที่ผมรอคอย ซูชิไข่หอยเม่นกล่องสีฟ้า เป็นแบรนด์พรีเมี่ยมจากมุราซากิ ของยี่ห้อนี้ไข่หอยเม่นจะมีความนุ่มๆ ครีมๆ หอม มีรสทะเลนิดๆ มีรสหวานเบาๆ มีกลิ่นคาวเพียงเล็กน้อย

Shinko

ปลาตะเพียนญี่ปุ่นใช้ปลาเด็กๆ ตัวยังเล็ก นำมาดองกับเกลือ และน้ำส้ม คล้ายแบบที่เรากินซาบะดองนั่นละครับ ที่เห็นในภาพคือใช้ปลา 2 ตัวครับ เนื้อปลาจะนุ่มมมม มีความฉ่ำ รสค่อนข้างจัดและมีกลิ่นหอมจากการดอง เค้าบอกว่าฤดูใบไม้ร่วงเนื้อจะอร่อยที่สุดครับ

Nama Sujiko

ไข่ปลาแซลมอนสดแบบที่ยังมีเยื่อหุ้ม ไข่จะติดกันเป็นพวง สีแดงเข้ม นำไปดองสูตรของทางร้านด้วยโชยุ มิริน สาเก รสเค็มกำลังดี เข้ากันกับกลิ่นโชยุหอมๆ อันนี้อร่อยดีแหะ เพิ่งเคยกินไข่ปลาแซลมอนแบบนี้ครั้งแรก

Tamago

เมนูไข่หวานของที่นี่จะค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์มาก เค้าจะใช้กุ้งและโชยุเป็นส่วนประกอบด้วย เนื้อนุ่ม เนียน ฟู มีกลิ่นหอมกุ้งแบบชัดเจนมาก มีรสชาติเค็มจากโชยุด้วย รสหวานเล็กน้อย ดีงามทั้งรสชาติและรสสัมผัสเลยครับ เมนูนี้ชอบมากเช่นกัน

 

สุดท้ายเป็นซุปเสิร์ฟมาเป็นกาสำหรับเทใส่ถ้วยใบเล็กๆ ก่อนทานเค้าจะให้บีบมะนาวเพื่อเพิ่มกลิ่นหอมครับ

 

น้ำซุปมีกลิ่นหอมจากเห็ดดีงามมากกกกกกกก มีรสเค็มเบาๆ มีกลิ่นมะนาวและรสเปรี้ยวเบาๆ เข้ากันดีครับ สดชื่นมาก เปิดกาแล้วคีบเห็ดขึ้นมาทานได้นะ

 

ผลไม้ประจำฤดูครั้งนี้จะเป็นลูกพีชนำเข้าจากญี่ปุ่น หอมดี มีรสเปรี้ยวนิดๆ หวานฉ่ำกำลังดี

 

ไอศกรีมจะมีทั้งหมด 4 รสชาติ รสนม, คิทแคทชาเขียว, ส้มยูสุ และเหล้าบ๊วย ผมเลือกรสเหล้าบ๊วย มีความเหล้าบ๊วยชัดเจนมาก แต่ก็ไม่ได้เซอร์ไพรส์อะไรมากนะ เฉยๆ ของเพื่อนผมเป็นคิทแคทชาเขียวแอบขโมยชิม ชอบรสนี้มากครับ ทั้งเนื้อไอศกรีมหนึบดี และรสชาติเข้ม อร่อย

 

สุดท้ายก่อนจากลา ขออนุญาตถ่ายภาพเชฟมาครับ ขอบคุณทุกท่านที่ดูแลผมอย่างดีในมื้อนี้ _/|\_

สรุปรีวิว Mizu 水 by Sankyodai

  • คอร์สที่รีวิวคือ Kisetsu ราคา 5,500 บาท ก็ถือว่าไม่ถูกไม่แพง สำหรับวัตถุดิบและการบริการ พาสาวมาเลี้ยงประทับใจแน่นอน
  • เป็นร้านที่ทำสไตล์เอโดะดั้งเดิม จะไม่ได้มีท็อปอะไรเยอะ เน้นรสชาติจากวัตถุดิบ
  • รสชาติถือว่าประทับใจ หลายอย่างดีเกินความคาดหมายนะ ผมเองเพิ่งเคยทานสไตล์เอโดะจ๋าๆ แบบนี้ด้วยครับ
  • เชฟและพนักงานบริการดีงามประดุจญาตพี่น้อง ถ้าเราสนใจเรื่องปลา น้องพนักงานจะมี iPad เปิดภาพปลาที่เรากำลังทานให้ดูด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติม

Comments

comments